ลูกศิษย์เผย “อดีตพระยันตระ” ให้คติธรรมก่อนกลับสหรัฐฯ ถ้าเธอไม่ทิ้งธรรม ฉันก็ไม่ทิ้งเธอ

ลูกศิษย์เผย อดีตพระยันตระ ให้คติธรรมก่อนกลับสหรัฐฯ ถ้าเธอไม่ทิ้งธรรม ฉันก็ไม่ทิ้งเธอ พร้อมเผยเหตุผลที่กลับมาไทยโดยไม่ฟังคำทัดทานของใคร

จากกรณีวานนี้ (27 เดือนตุลาคม) เมื่อเวลา 04.00 น. อดีตกาลพระยันตระ หรือ นายวินัย ละอองกาญจน์ แต่งตัวห่มเขียว ไว้ผมยาว หนวดเคราเฟิ้ม เดินทางมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับอเมริกา โดยมีบรรดาสงฆ์ แม่ชี แล้วก็ลูกศิษย์ รวมราว 50 คน มารอส่งขึ้นเครื่องบิน โดยการเดินทางของอดีตกาลพระยันตระ จะขึ้นเครื่องบินของเที่ยวบิน NH806 ออกมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลาราว 07.00 น.

เฟซบุ๊กเพจ ยันตระ ที่สุญญตาราม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ อดีตกาลพระยันตระ ได้กล่าวมาว่า

“ท่านพระอาจารย์ยันตระก่อนท่านขึ้นเครื่องบิน ท่านแสดงคติธรรมว่า ถ้าเกิดเธอไม่ทิ้งธรรม ฉันก็ไม่ทิ้งเธอ ถ้าเกิดเธอทิ้งธรรม ฉันก็ทิ้งเธอ ถ้าเกิดประพฤติตามธรรม ภาวนาอยู่เสมอ กระแสอำนาจจิตภาวนาก็จะส่งถึงท่านพระอาจารย์ได้ แล้วก็ท่านก็ส่งถึงผู้บุคคลนั้นผู้ปฏิบัติตัวธรรมเช่นกัน”

ซึ่งก่อนหน้าที่ผ่านมา ก็ได้ให้ข้อมูลเพราะว่า คณะที่ร่วมเดินทางในคราวนี้มีภิกษุ 2 รูปด้วยกัน รูปแรกคือพระณัฐคม หรือที่รู้จักกันในนามว่า “พระหมอสมชาติ” รูปที่ สองคือพระมหาวิเลิศ ปวิตฺตสิริ อายุ 68 ปี อายุปี 48 เปรียญธรรม 7 ประโยค วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ ซึ่งไปเผยแผ่พุทธศาสนา ณ อเมริกามาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม โดยการกลับมาประเทศไทยคราวนี้ของพระมหาวิเลิศก็เนื่องจากว่าคิดถึงบ้านเกิด เนื่องจากญาติตายไปแล้ว 3 คนไม่เคยได้มาร่วมงานศพเลย จึงถือโอกาสเดินทางมาด้วยกัน แล้วหลังจากนั้นก็เดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกาพร้อมกัน ทั้งยังสามท่านถือหนังสือเดินทางสัญชาติประเทศสหรัฐอเมริกา

“จะกล่าวไปแล้ว การเดินทางกลับมาประเทศไทยของพระอาจารย์ยันตระในคราวนี้มีอุปสรรคล้นหลามกว่าทุกหนตั้งแต่ต้น ญาติโยมศิษย์ที่รู้จักใกล้ชิดทุกคนแม้กระทั้งพี่สาวของท่านเองก็ห้ามไม่ให้แก่ท่านมา แต่ท่านก็ยังยืนยันที่จะมาให้ได้ ไม่ฟังคำทักท้วงของคนไหนกัน จนถึงเป็นที่ประหลาดใจในวงการของลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดเกือบ 100% นักเขียนเป็นคนอยู่วงนอกไม่ค่อยเข้าใจอะไร ทีแรกๆก็โกรธปนประหลาดใจว่าแทนที่จะดีอกดีใจว่าท่านจะกลับมาประเทศไทย แต่เพราะอะไรทุุกคนกลับกีดกันทุกแนวทางไม่ให้แก่ท่านกลับมา เพียงพอมาถึงในตอนนี้ก็ทราบแจ่มกระจ่างอย่างไม่ต้องให้คนไหนกันอธิบายอีกแล้วว่าเพราะอะไรพวกเขาจึงห้ามแล้วก็กีดกันทุกแนวทางเพื่อไม่ให้แก่ท่านกลับมาคราวนี้ การที่ท่านกลับมาคราวนี้แม้จะมีอุปสรรคล้นหลามน่าจะเป็นเนื่องจาก “กุฎีสุญญตา”หลังนี้แหละ

“การที่ท่านยอมเสี่ยงอันตราย ยอมพบเจอกับโชคร้ายก็เพื่อเอาอย่างสัจจะที่ให้ไว้ มาปลดเปลื้องคำสาบานแล้วก็ความตั้งใจสำหรับในการที่มีผู้มีความเชื่ออันบริสุทธิ์สร้างกุฎีถวาย เนื่องมาจากเจ้าของงานสร้างกุฎีเป็นหญิงสูงวัยอายุ 87 ปีแล้ว ในชีวิตไม่เคยบริจาคเงินทำบุญสุนทานขนาดนี้ตรงไหนมาก่อนเลย คอยวันให้แก่ท่านมารับมอบกุฎีก่อนที่ตนจะตาย ลูกๆของหญิงสูงวัยก็มีใจเชื่อถือมาทำหน้าที่เป็นคนประกอบอาหารปรุงอาหารมังสวิรัติแล้วก็น้ำปานะถวายภิกษุแล้วก็ญาติธรรม

“บางคนนั้นเคยเดินพรมแดงในพระราชสำนักเขมรินทร์ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชามาแล้ว แต่ก็ยังมาเป็นคนประกอบอาหารกับเขาได้ เนื่องจากความตั้งใจต้องการที่จะให้ความคาดหมายของคุณแม่ผู้ชราสามารถถวายกุฎีท่านพระอาจารย์ยันตระสำเร็จก่อนวาระสุดท้ายจะมาเยือน นอกนั้น ไหนจะเป็นการจัดสวนจัดภูมิทัศน์รอบกุฎีแล้วก็กระต๊อบอีก 6 หลัง ด้วยมือแล้วก็เหงื่อของตนเองของบรรดาญาติโยมหญิงชายของเกพลิตาโพธิวิหารซึ่งทุ่มเทกันสุดชีวิตอีกเล่า

“อาจจะเป็นเนื่องจากพลังเชื่อถืออันบริสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่นี้เองทำให้พระอาจารย์ยันตระดื้อดึงคนไหนกันเลยยืนยันตลอดว่า “จะต้องมา” ถึงแม้ก่อนที่จะถึงวันเดินทางสองวัน ท่านล้มในส้วม ยังไม่ยอมให้คนเรียกรถพยาบาล เพื่อที่จะเอาอย่างสัญญา เอาอย่างสัจจะว่าจะมา.. เดินทางมาประเทศไทย “กุุฏิสุญญตา” หลังนี้เองเป็นสาเหตุให้แก่ท่านจำต้องกลับมาเพื่อเอาอย่างสัญญา ทำให้ท่านจำต้องมาพบเจอชะตากรรมถูกโจมตีอีกครั้งอย่างคิดไม่ถึง นี้คือความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายซึ่งยากนักจะหาได้ในช่วงนี้

“ถ้าเกิดยกเอาความเป็น “ภิกษุ”ออกไป ความตรึงใจที่มีต่อท่านพระอาจารย์ยันตระตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ก็คือ “ความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย”ข้อนี้เองขอเอากุฎีสุญญตาหลังนี้เป็นที่ระลึกนึกถึง แม้นว่าถ้าการกลับมาประเทศไทยคราวนี้จักเป็นคราวสุดท้าย ต่อจากนี้ไปท่านมิได้กลับมาอีกเลย”